“คุณศรัทธาในศาสนาหรือเปล่า?” ศัลยแพทย์ถามคนไข้ เพื่อส่งสัญญาณว่ากำลังจะแจ้งข่าวร้าย “ฉันศรัทธาเรื่องจิตใจ” คนไข้ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ ศัลยแพทย์รู้สึกแปลกใจ จากนั้นจึงเงียบไปชั่วขณะ แล้วร่ายยาวเรื่องทางเลือกในการรักษาด้วยโทนเสียงแบบมืออาชีพ ส่วนแพทย์อีกคนหนึ่งรีบเข้าเรื่องแจ้งข่าวร้ายทันทีที่คนไข้หญิงนั่งลง เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่ก็ค่อย ๆ มีสติขึ้น “ดีจังที่ฉันไม่มีสามีให้ต้องเป็นห่วง” เธอหัวเราะทั้งน้ำตา แพทย์ยิ้มอย่างใจดีแล้วจึงอธิบายวิธีการรักษาให้เธอฟัง

“คุณป่วยเป็นมะเร็ง” เป็นประโยคอันแสนโหดร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ยิน และเป็นประโยคที่ฟังแล้วตัวชาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว โกรธเกรี้ยว และสิ้นหวัง แม้แพทย์จะมีวิธีการแตกต่างกันไปในการแจ้งข่าวร้ายนี้ แต่ทางเลือกในการรักษาก็เหมือน ๆ กัน คือ วิธีรังสีรักษา การใช้ยาเคมีบำบัด หรือการผ่าตัด กว่าจะได้เริ่มรักษาจริง คนไข้ต้องทนทุกข์ทรมานใจเมื่อนึกภาพตนเองผมร่วงกราว ผะอืดผะอมอยากอาเจียน และกล้ามเนื้อลีบจนผอมแห้ง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาที่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะช่วยให้หายขาดจากโรคได้


สาเหตุและการรักษาอาการอารมณ์แปรปรวน

ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง คนไข้อาจมีอารมณ์แปรปรวนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป แต่การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การมองโลกในแง่ดีเสมอจะช่วยให้คนไข้รู้สึกดีขึ้นได้ ความรู้สึกโกรธและหมดหวังในชีวิตนับว่ายังดีกว่าความรู้สึกไม่ยอมรับความจริงซึ่งจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ยอมรับการรักษาใด ๆ แต่การจมอยู่กับความรู้สึกสงสารตัวเองหรือโกรธเกรี้ยวที่ชีวิตช่างไม่ยุติธรรมก็อาจทำให้ชีวิตของคุณไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ และจริง ๆ แล้วอารมณ์ทางลบเหล่านี้นั่นเองที่มีส่วนทำให้เกิดเนื้องอกในร่างกายของคุณ

ดังนั้นจงเลือกที่จะคิดบวก ซึ่งมี 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

1. ทำความเข้าใจโรคมะเร็งที่คุณเป็น และศึกษาว่าการรักษาจะช่วยคุณได้อย่างไร

จงเรียนรู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดที่คุณเป็นและทางเลือกในการรักษาทั้งหมด เลือกสรรแพทย์ที่คุณรู้สึกสบายใจที่จะรักษาด้วย ซึ่งควรเป็นแพทย์ที่ยินดีให้คนไข้ได้มีส่วนร่วมในการรักษา และเข้าใจคุณค่าของการรักษาด้วยวิธีการแบบการแพทย์สนับสนุนและการแพทย์ทางเลือก คุณควรใช้เวลากับการค้นคว้าข้อมูล จดรายการคำถามที่คุณสงสัย และถามข้อมูลจนกว่าคุณจะได้รับคำตอบที่คุณพอใจ การเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนและตัดสินใจเรื่องการรักษาได้เป็นอย่างดี

หากคุณรู้ว่าเรื่องใดที่พอมีหวัง คุณจะคาดหวังอย่างมีจุดหมาย ซึ่งช่วยให้ความรู้สึกหวาดกลัวและไม่แน่ใจหายไปเอง

2. เชื่อว่าการรักษาจะได้ผลดี

ในเมื่อคุณได้ค้นคว้าข้อมูล เลือกสรรแพทย์ที่จะมารักษา และตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเริ่มรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาอาจเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคุณ แต่หากคุณค่อย ๆ รับการรักษาไปทีละครั้ง สิ่งที่คุณต้องทำทั้งหมดก็คือเข้ารับการรักษาตามกำหนดเวลา หากคุณเชื่อมั่นในวิธีการรักษา ก็จะทำให้คุณยอมพาตัวเองไปรับการรักษาและอดทนกับผลข้างเคียงจากการรักษาได้ ให้หมั่นสังเกตสิ่งที่คุณพูดกับตัวเอง เช่น ให้คิดว่า “รักษาแล้วฉันจะดีขึ้น” แทนที่จะคิดว่า “รักษาแล้วทรมานจังเลย” ดังนั้นให้คอยเปลี่ยนความคิดจากเรื่องความทุกข์ทรมานเป็นเรื่องการเยียวยาร่างกายของคุณเอง

3. รับรู้ความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายกับจิตใจ และความสามารถในการเยียวยาตัวเองของร่างกายคุณ

สภาวะปกติของร่างกายก็คือสภาวะสุขภาพดี เวลาร่างกายมีแผลฉีกขาด แผลฟกช้ำ หรือแม้แต่กระดูกหัก ก็สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่ความเจ็บป่วยมักเกิดจากสารพิษที่เรารับเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวและความคิดลบที่เราใส่เข้าไปในจิตใจ ความรู้เรื่องนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องทรมานกับการรักษาที่มากเกินไป ช่วยให้คุณรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และคิดแต่เรื่องดี ๆ คุณยังไม่แน่ใจว่าความคิดมีผลต่อร่างกายจริงหรือเปล่าใช่ไหม? คุณเคยรู้สึกปั่นป่วนมวนท้องเหมือนกรดหลั่งไหลเวลาที่คุณระเบิดความโกรธออกไป เบื่ออาหารเวลาซึมเศร้า หรือนอนไม่หลับเวลาเครียดบ้างไหม? คุณจำได้ไหมว่าคุณรู้สึกมีพลังมากเป็นพิเศษแม้จะต้องทำงานที่น่าเบื่อ เพราะได้ทำงานร่วมกับคนที่คุณชอบ หรือคุณสามารถอดทนฟังคำด่าทอได้อย่างสงบเพราะคุณเพิ่งเจริญสติ? สิ่งที่คุณคิดและรู้สึกมีผลต่อร่างกายของคุณเสมอ ดังนั้นจงเลือกที่จะคิดบวก

4. รู้ว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป และหากิจกรรมทำไม่ให้ว่างเสมอ

การป่วยเป็นโรคมะเร็งทำให้เกิดความรู้สึกสงสารตัวเองและโกรธที่ตัวเอง “ต้องทนทุกข์ทรมานอีกนานแสนนาน” และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรักษาก็ยิ่งทำให้คุณยิ่งรู้สึกเช่นนี้ คุณต้องรับมือกับความท้าทาย คุณรู้สึกอ่อนล้า (ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบมากที่สุด) และชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่สถานการณ์และสภาพที่คุณกำลังเผชิญนี้จะไม่ได้คงอยู่ตลอดกาล และไม่ใช่คุณคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกทุกข์ทรมาน ทุกวันมีผู้คนทั่วโลกต้องทรมานกับความยากจน การลักพาตัว การโจมตีของผู้ก่อการร้าย และภัยพิบัติธรรมชาติ ลองพยายามนึกถึงสิ่งที่คุณเผชิญอยู่ในปัจจุบันเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ คุณอาจได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจ แต่อย่าลืมสนใจและมีส่วนร่วมกับโลกภายนอก ให้ออกไปเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ งานอดิเรกใหม่ ๆ หรือคุยกับเพื่อนที่ต้องการคำปลอบใจ โลกนี้ไม่ได้มีเพียงคุณและความเจ็บป่วยไม่ได้ทำให้คุณสูญเสียความสามารถที่จะช่วยเหลือคนรอบตัวคุณ การยอมรับความจริงต่างหากที่จะช่วยให้ชีวิตคุณมีอิสระและมีพลัง

5. หากลุ่มคนที่จะช่วยเหลือคุณ

การบอกให้คนรอบตัวทราบว่าคุณเป็นมะเร็งมีทั้งผลดีและผลเสีย หากคุณเลือกเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องคอยอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ใคร ๆ ฟัง และไม่ต้องทนรับฟังคำแนะนำสารพัดที่ไม่อาจช่วยอะไรและคุณไม่ได้ต้องการ แต่การเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวก็อาจไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป คุณต้องการกลุ่มคนที่จะช่วยเหลือคุณ จงยอมรับความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อน ๆ เพราะคนเหล่านี้จะช่วยให้คุณหาทางออกได้ กลุ่มคนที่จะช่วยเหลือคุณอาจได้แก่ คนในครอบครัว เพื่อนสนิท แพทย์ประจำตัว ที่ปรึกษาด้านจิตใจ และคนไข้คนอื่น ๆ  ครอบครัวจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เพื่อน ๆ จะพูดให้กำลังใจและทำเรื่องสนุก ๆ ให้คุณหายเศร้า แพทย์จะคอยให้แนวทางการรักษา ที่ปรึกษาด้านจิตใจจะช่วยให้คุณมีศรัทธาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโรคมะเร็งที่คุณเป็นอยู่ ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่น ๆ อาจเป็นคนที่คุณสามารถร้องไห้ กรีดร้อง หรือสาปแช่งชีวิตอันเลวร้ายไปด้วยกัน คุณจึงควรไปพบเจอคนเหล่านี้อยู่เสมอและคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน กลุ่มคนที่จะช่วยเหลือคุณจะคอยสนับสนุนคุณ คนเหล่านี้จะทำให้คุณมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

การป่วยเป็นมะเร็งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แม้โอกาสหายอาจไม่แน่นอน แต่การมองโลกในแง่ดี การเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ และการรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์สนับสนุน จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าแม้ร่างกายจะเจ็บป่วย

ขอเชิญรับชมคลิป “รู้จักมะเร็งวิทยาแบบการแพทยสนับสนุน” ของด็อกเตอร์กานซ์ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการในการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการแบบการแพทย์สนับสนุน

If you require assistance or have questions about cancer treatment options,please send our specialists a message.