ความเป็นมาของการใช้ความร้อนรักษาโรค

การแพทย์ความร้อน (Thermal medicine) หมายถึงการใช้ความร้อนกับทั่วทั้งร่างกายหรือเนื้อเยื่อเฉพาะส่วนในช่วงก่อนการรักษาหรือใช้เป็นวิธีการหลักในการรักษาโรค มีการใช้ความร้อนรักษาโรคต่าง ๆ มาเป็นเวลาหลายร้อยปี วิธีการนี้เป็นที่นิยมมากในการปฐมพยาบาลอาการเจ็บป่วยมากมาย เช่น อาการเคล็ด ปวดกล้ามเนื้อ และแมลงกัดต่อย เป็นที่ทราบกันดีว่าความร้อนช่วยกระตุ้นตัวรับความรู้สึกที่ผิวหนัง การใช้ความร้อนอาจลดการส่งสัญญาณความปวดไปยังสมอง จึงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ส่วนหนึ่ง

พาร์เมนิเดสแห่งเมืองอีเลีย (นักปรัชญากรีกที่เกิดประมาณ 515 ปีก่อนคริสตศักราช ยุคก่อนโสเครติส) ได้กล่าวไว้ว่า ‘ขอพลังที่เสกให้คนเป็นไข้จงมีแก่ข้า แล้วจะไม่มีโรคใดที่ข้ารักษาไม่ได้’ เข้าใจว่าผู้ที่เป็นเจ้าของคำกล่าวนี้ก็คือ ฮิปโปเครติส ซึ่งเป็นบิดาแห่งการแพทย์ เกือบสองพันปีที่แล้ว รูฟอสแห่งเมืองยูเฟซุสได้กล่าวไว้ว่า ‘หากมีแพทย์ที่เก่งกาจจนสามารถทำให้คนเป็นไข้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีรักษาโรควิธีอื่น’

นอกจากที่อียิปต์และกรีซแล้ว แคโรไลน่า อินเดียนก็เป็นอีกดินแดนหนึ่งที่ใช้หลุมโคลนร้อนรักษาโรคอาการหนักหลายโรค ที่แอฟริกาเหนือมีไข้ที่เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งรักษาได้ด้วยการทำให้เหงื่อออกโดยใช้ทรายร้อนและการอาบน้ำร้อน ส่วนทางซีกโลกตะวันออก จีนและญี่ปุ่นเป็นชนชาติแรก ๆ ที่ใช้น้ำพุร้อนในการบำบัดโรคและบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ข้ออักเสบ ซิฟิลิส ไขข้ออักเสบ ตลอดจนโรคระบบทางเดินอาหาร โรคเส้นประสาท โรคสายตา และโรคทางเดินหาใจ

ดังนั้นแนวคิดในการรักษาโรคด้วยความร้อนจึงมีมานานแล้ว และเป็นแนวคิดของปราชญ์ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน แต่กว่าวงการวิทยาศาสตร์จะนำความร้อนมาใช้ในการรักษาโรคก็ผ่านมาหลายร้อยปีทีเดียว

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่คืออะไร

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ (Local Hyperthermia หรือบางครั้งอาจเรียกว่า Superficial Hyperthermia หรือ Thermal Ablation) เป็นการรักษาโดยใช้ความร้อน และปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่สำคัญที่สุด โดยทำให้เนื้อเยื่อสัมผัสกับอุณหภูมิสูง ๆ (ไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส) ซึ่งจะช่วยฆ่าและทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไม่เป็นอันตรายกับเนื้อเยื่อปกติ นอกจากนี้ความร้อนยังส่งผลให้เซลล์มะเร็งสามารถรับยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้มากขึ้น และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ได้ในขณะเดียวกัน

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่มีกลไกอย่างไร

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่เป็นการใช้ความร้อนในการรักษาโรคมะเร็ง โดยกระบวนการให้ความร้อนจะจำกัดอยู่เฉพาะส่วนที่เป็นโรค โดยไม่ต้องให้ความร้อนทั่วทั้งร่างกาย ความร้อนจะทำลายหลอดเลือดภายในเนื้องอก โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเซลล์ปกติ เซลล์มะเร็งจะตายเนื่องจากสภาวะภายในเนื้องอกเปลี่ยนแปลง โดยมีความเป็นกรดและขาดออกซิเจน

ความร้อนยังทำให้เซลล์มะเร็งขาดสารอาหารอีกด้วย สภาวะภายในเนื้องอกจะทำให้เซลล์เนื้องอกตอบสนองต่อการใช้ความร้อนทำลายมะเร็ง เนื้องอกจะไม่สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนทำลาย และไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ทนต่อความร้อนได้ ส่วนสภาวะเป็นกรดและอุณหภูมิที่สูงจากการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่จะช่วยให้เซลล์เนื้องอกตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ควบคู่ไปกับรังสีรักษาและการใช้ยาเคมีบำบัด

ในกรณีที่จำเป็นใช้วิธีรังสีรักษาควบคู่ไปกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ การเปลี่ยนแปลงการออกซิเดชั่นในเนื้องอกและเนื้อเยื่อปกติอาจแสดงถึงประสิทธิผลของการรักษา ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก็คือ ลักษณะการกระจายของยาในเนื้องอกและเนื้อเยื่อปกติ (ซึ่งเป็นผลจากกระแสเลือด)

สภาวะในเนื้องอกจะทำให้การทำรังสีรักษาได้ผลน้อยลง หากเพิ่มการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่เข้าไปในการรักษาด้วยจะทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น จากการสังเกตพบว่าการใช้วิธีรังสีรักษาและยาหลากหลายชนิดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ทำได้หลายวิธี โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ความร้อนจากแหล่งพลังงานภายในและภายนอก การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่เพียงอย่างเดียวช่วยให้อัตราการตอบสนองต่อการรักษาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13

การรักษาด้วยการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่จะไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ จึงทำให้การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง การศึกษาเนื้องอกที่ได้จากการทดลอง (ในช่วงทศวรรษ 1970) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้ โดยอุณหภูมิที่สูงกว่า 41-42 องศาเซลเซียสจะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้

หากใช้อุณหภูมิสูงขึ้น (แต่ไม่เกิน 56 องศาเซลเซียส) เพื่อให้เกิดการตายเฉพาะส่วน การแข็งตัวของเลือด และ/หรือ การกลายเป็นคาร์บอน (แต่ละอย่างต้องใช้อุณหภูมิเฉพาะ) จะเรียกกระบวนการนี้ว่า การทำลายมะเร็งด้วยความร้อน (Thermo-Ablation) ส่วนใหญ่แล้วเซลล์และเนื้อเยื่อที่เกิดความเสียหายจากจากการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งจะไม่สามารถคืนสภาพได้ การรักษาวิธีนี้จะช่วยให้การใช้รังสีรักษาทำลายเซลล์เนื้องอกได้มากขึ้นและทำให้การใช้ยาเคมีบำบัดมีประสิทธิผลดีขึ้นด้วย

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ควบคู่ไปกับวิธีการรักษาวิธีอื่น ๆ ได้ผลดีมากในการรักษาโรคเนื้องอกที่ศีรษะและคอ (ซึ่งเป็นโรคที่รักษายาก) เนื้องอกสมอง ตลอดจนเนื้องอกที่เกี่ยวข้องกับเต้านม และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การรักษาวิธีนี้ให้ผลดีมากในการรักษาเนื้องอกที่เกี่ยวกับทวารหนัก ปากช่องคลอดและช่องคลอด ปากมดลูก ปอด หลอดอาหาร และโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา การรักษานี้ให้ผลดีกว่าวิธีอื่น ๆ ช่วยให้อัตราการควบคุมเนื้องอกเฉพาะที่สูงขึ้น และให้ผลดีในการบรรเทาอาการต่าง ๆ จึงช่วยให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น ส่วนความเป็นพิษจากการรักษาวิธีนี้มีน้อยมาก

ิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อใช้วิธีการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ก็คือ ลักษณะการไหลเวียนของเลือดในเนื้องอก เนื่องจากเนื้องอกแต่ละชนิดที่จะมีลักษณะการไหลเวียนของเลือดแตกต่างกัน เมื่อเนื้องอกเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น การไหลเวียนของเลือดมักลดลงซึ่งอาจเป็นผลจากการที่เส้นเลือดหลายเส้นเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ และการที่เซลล์เนื้องอกมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามจำนวนเส้นเลือดในเนื้องอก

เนื้องอกสามารถกำจัดความร้อนได้ช้ากว่าเนื้อเยื่อปกติมาก อุณหภูมิของเนื้องอกจึงเพิ่มสูงกว่าเนื้อเยื่อปกติ ความรู้เรื่องนี้มีความสำคัญต่อการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเนื้องอกจะมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย ทำให้กระบวนการรักษาง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้เมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิสูง ร่างแหของเส้นเลือดในเนื้องอกก็จะถูกทำลายอย่างรุนแรง ส่วนร่างแหของเส้นเลือดในเนื้อเยื่อปกติจะไม่ถูกทำลายแต่อย่างใด

การทดสอบประสิทธิภาพของการรักษาวิธีนี้ส่วนใหญ่จะใช้สัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีนี้มีผลการรักษาที่ดีเช่นกัน

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่สามารถใช้ควบคุมเนื้องอกปฐมภูมิและทุติยภูมิได้อย่างมีประสิทธิผล เนื้องอกทุติยภูมิหมายถึงเนื้องอกที่เกิดขึ้นซ้ำหลังจากที่รักษาหายแล้ว การรักษาวิธีนี้มีความปลอดภัยไม่ว่าเนื้องอกจะพัฒนามาอย่างไรและสภาวะของผู้ป่วยจะเป็นเช่นใด

Local Hyperthermia Cancer Treatment

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการรักษาโรคมะเร็งแบบการแพทย์ทางเลือก

สิ่งสำคัญที่ควรเน้นย้ำก็คือ การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคมะเร็ง แทนที่จะการรักษาด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียว หากต้องการให้ได้รับประโยชน์จากการรรักษาวิธีนี้อย่างเต็มที่และช่วยให้สุขภาพร่างกายโดยรวมดีขึ้น การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ควรทำควบคู่ไปกับวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็งที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง จะทำให้การรักษาได้ผลดี การรักษาที่เปรียบเหมือน ‘เนื้อคู่’ ของการรักษาวิธีนี้ก็คือ การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิก ซึ่งเป็นการใช้ยาเคมีบำบัดอย่างเป็นธรรมชาติและร่างกายสามารถทนทานต่อการรักษาได้ดี ส่วนการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำก็สามารถใช้ควบคู่ไปกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ได้เช่นกัน

วิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็งวิธีอื่น ๆ ที่สามารถใช้ร่วมกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ ได้แก่ การหยุดการสร้างพลังงานในเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็งและการประเมินอาการของแพทย์ ส่วนการใช้ไวรัสฆ่าเซลล์มะเร็งโดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ปกติ ก็เป็นทางเลือกในการรักษาที่อาจใช้ควบคู่ไปกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่เพื่อผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น

การรักษาอีกวิธีหนึ่งที่อาจได้ผลดีขึ้นหากใช้ร่วมกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ก็คือ การใช้ยายับยั้งการสร้างหลอดเลือดเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ส่วนการรักษาด้วยยาสมุนไพรก็สามารถช่วยให้การใช้ยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ผลดีขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ และยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาอีกด้วย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง การรักษาด้วยยาสมุนไพรอาจช่วยให้การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคมะเร็งแบบองค์รวม และจัดเป็นหนึ่งในวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง สิ่งสำคัญคือการรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกหรือการรักษาด้วยวิธีการแบบองค์รวมมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อเยียวยาร่างกายทั้งหมด หลักการของการรักษาเหล่านี้ก็คือเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง หากต้องการดูแลสุขภาพร่างกายทั้งหมดควรใช้วิธีการรักษาอื่นร่วมกับวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง ส่วนการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกรวมถึงวิธีการหลักในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยใช้หลากหลายวิธีการ เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด (GcMAF / Goleic and Rerum) ซึ่งจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมโครฟาจเข้าโจมตีเซลล์มะเร็ง จึงเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่

ระบบภูมิคุ้มกันปฐมภูมิที่จะช่วยเสริมวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง ได้แก่ เซลล์เดนไดรติกซึ่งทำหน้าที่สื่อสารระหว่างระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดกับระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในภายหลัง โดยเซลล์เดนไดรติกจะบ่มเพาะ เพิ่มจำนวน และฝึกฝนระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์เพชฌฆาตทำหน้าที่แยกแยะและโจมตีเซลล์อันตรายในร่างกาย จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ การใช้เซลล์เพชฌฆาตจัดอยู่ในกลุ่มของวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็งและสามารถใช้ควบคู่ไปกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ ส่วนการใช้เปปไทด์จัดเป็นการรักษาแบบการแพทย์สนับสนุน การรักษาวิธีนี้มีบทบาทเป็นตัวกระตุ้นทีเซลล์ให้สามารถแยกแยะและกำจัดเซลล์เนื้องอก

การรักษาโรคมะเร็งและเยียวยาร่างกายทำได้โดยการรักษาเชิงสนับสนุนซึ่งช่วยฟื้นฟูสุขภาพ แม้การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ร่วมกับการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกวิธีอื่น ๆ จะมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด แต่ร่างกายที่ป่วยเป็นโรคย่อมอ่อนแอลงเป็นธรรมดา ซึ่งวิธีการหลักในการรักษาเชิงสนับสนุนจะช่วยดูแลและซ่อมแซมร่างกายให้กลับมาแข็งแรงได้

การรักษาเชิงสนับสนุนมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย ซึ่งทำได้โดยการจัดโปรแกรมอาหารต้านมะเร็งเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะอาหารคีโตจีนิกที่เน้นการรับประทานไขมันดีปริมาณมากและรับประทานคาร์โบไฮเดรตปริมาณน้อย อาหารประเภทนี้เป็นอาหารต้านมะเร็งเพียงประเภทเดียวที่มีหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการแบบองค์รวมจะไม่ได้ใช้วิธีการทั่วไปกับผู้ป่วยทุกคน เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะและความต้องการแตกต่างจากคนอื่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการแบบองค์รวมจึงต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้วิธีการทั่วไปกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยมี 3 วิธีการหลักคือ การใช้ยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการผ่าตัด

นอกเหนือจากอาหารต้านมะเร็งเฉพาะบุคคลแล้ว การรักษาเชิงสนับสนุนยังรวมถึงการให้ความรู้เรื่องสุขภาพ (โดยเน้นวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพดี การใช้ยาสมุนไพร และการให้ความรู้เรื่องสุขภาพกับผู้ป่วยแต่ละคน)

การรักษาการทำงานของอวัยวะเป็นส่วนสำคัญของการรักษาเชิงสนับสนุน โดยเน้นการติดตามและส่งเสริมการทำงานของอวัยวะของคนไข้ และช่วยให้อวัยวะเหล่านั้นไม่ต้องทำงานหนัก การรักษาเชิงสนับสนุนประเภทที่สี่ได้แก่ การออกกำลังกายโดยใช้ออกซิเจนบำบัด (EWOT) ซึ่งเป็นการออกกำลังแบบเบา ๆ เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในกระแสเลือดของคนไข้ การรักษาวิธีนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการคือ เพื่อให้มะเร็งไม่สามารถอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจนปริมาณมาก และเพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักตัวลดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และการสูญเสียกล้ามเนื้อ

การล้างพิษช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดี และเหมาะกับช่วงหลังจากการใช้วิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง เช่น การใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ โดยการล้างพิษจะช่วยให้การรักษาครบวงจรและช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ไม่ควรนำวิธีการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่มาใช้ในการรักษาเพียงวิธีเดียว การล้างพิษ เช่น โอโซนบำบัด การล้างพิษระบบน้ำเหลือง การล้างพิษหลอดเลือด และการล้างพิษลำไส้ ล้วนแต่เป็นการรักษาที่เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับการใช้ความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่และวิธีการรักษาแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนการนวดเนื้อเยื่อระดับลึกจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และทำให้รู้สึกสบาย จึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษาด้วยการล้างพิษ

Verita Life - Contact a Specialist banner