แม้การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการดั้งเดิมอย่างการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา จะช่วยจัดการกับเนื้องอกและมะเร็งได้ดี แต่วิธีการเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้ผลกับโรคมะเร็งที่อยู่ในระยะแพร่กระจาย (ไปยังอวัยวะอื่น ๆ) เพราะไม่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคระยะดังกล่าวซึ่งควรใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมและได้ผลดี

จุดเริ่มต้น

เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ออตโต วอร์เบิร์ก ได้รายงานผลการศึกษาว่า เซลล์มะเร็งมีการเผาผลาญพลังงานที่ผิดปกติ ซึ่งคนรุ่นหลังเริ่มกลับมาสนใจวิธีการรักษาด้วยการเจาะจงทำลายเซลล์มะเร็ง วอร์เบิร์กได้อธิบายไว้ว่าเซลล์มะเร็งเกิดจากภาวะขาดออกซิเจน การรักษามะเร็งจึงทำได้โดยการให้ออกซิเจนกับเซลล์ และการ “รับประทานอาหารแบบคีโตจีนิก” ซึ่งจะช่วยจำกัดการทำงานของเซลล์มะเร็งซึ่งใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคส
สิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ที่ต้องการป้องกันมะเร็งทุกคนควรทราบก็คือ เซลล์มะเร็งได้รับพลังงานจากน้ำตาลในเลือดหรือน้ำตาลกลูโคส ดังนั้นการทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับพลังงานจากน้ำตาลจึงช่วยชะลอการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของเซลล์ ซึ่งจะให้ผลดีมากในเซลล์มะเร็งระยะแพร่กระจาย
เชื่อกันว่าการรักษาด้วยอาหารแบบคีโตจีนิกและการรักษาภาวะขาดออกซิเจนจะให้ผลเจาะจงกับกลไกหลายอย่างของเซลล์มะเร็ง วิธีการดังกล่าวนี้ไม่ก่อให้เกิดพิษภัยต่อร่างกายและเมื่อใช้หลายวิธีการเหล่านี้ร่วมกัน จะทำให้ได้ผลการรักษามะเร็งที่ให้ประโยชน์หลายอย่างร่วมกันอย่างดีเยี่ยม

อาหารที่รับประทาน

อาหารแบบคีโตจีนิก ได้แก่ อาหารที่มีไขมันดีสูง และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งเดิมใช้เพื่อรักษาอาการชักในคนไข้โรคลมชัก แต่ไม่ได้นำมาใช้เป็นวิธีการเสริมในการรักษาโรคมะเร็ง อาหารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจะทำให้เซลล์มะเร็งได้รับพลังงานน้อยลง และในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มระดับของสารคีโตนในกระแสเลือด “ร่างกายที่มีระดับคีโตนสูง” จะเป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายซึ่งเซลล์จะเผาผลาญไขมันแทนน้ำตาลกลูโคส เซลล์มะเร็งไม่สามารถอยู่ในร่างกายที่มีระดับคีโตนสูง ดังนั้นการรับประทานอาหารแบบนี้จึงช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ดี
การนำอาหารแบบคีโตจีนิกมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง จะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์และมีการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยนักกำหนดอาหาร เพราะจะต้องนับแคลอรี่ ปริมาณของเหลว และโปรตีน การศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารแบบนี้ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคมะเร็งในสัตว์และมนุษย์

บทบาทของไขมันในการรักษาโรคมะเร็ง

ไขมันและน้ำมันมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องโภชนาการ ปกติแล้วร่างกายจะย่อยและใช้ไขมันเพื่อเก็บสะสมพลังงาน ปกป้องเนื้อเยื่อในร่างกาย และขนส่งวิตามินบางชนิดทางกระแสเลือด ประโยชน์อย่างหนึ่งของไขมันก็คือช่วยชะลอการพัฒนาของโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตามคนไข้โรคมะเร็งควรทราบว่าไขมันชนิดใดสามารถช่วยชะลอการเติบโตของมะเร็ง และชนิดใดจะทำให้อาการมะเร็งเลวร้ายขึ้น

เลือกไขมันให้ถูกชนิด

คุณอาจได้ยินมาบ้างว่าไขมันบางชนิดมีประโยชน์มากกว่าไขมันชนิดอื่น ๆ คุณจึงควรเลือกรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งให้ประโยชน์ต่อหัวใจ ระดับคอเลสเตอรอล และช่วยต้านการอักเสบและต้านมะเร็ง มากกว่าที่จะรับประทานไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว พบมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา และน้ำมันถั่วลิสง

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ และเป็นไขมันที่พบมากในอาหารทะเล

ไขมันอิ่มตัว พบมากในเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู นมไขมันเต็มหรือนมไขมันต่ำ ชีส และเนย นอกจากนี้ยังพบในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดปาล์ม และน้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ร่างกายควรได้รับแคลอรี่จากไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 10 ของแคลอรี่ทั้งหมด

กรดไขมันทรานส์ เกิดจากการนำน้ำมันพืชไปผ่านกระบวนการให้อยู่ในรูปของแข็ง เช่น เนยเทียมหรือเนยขาว อาหารที่มีไขมันทรานส์ ได้แก่ ขนมขบเคี้ยวและอาหารอบกรอบที่ทำจากน้ำมันพืชหรือเนยขาวที่ได้จากพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน นอกจากนี้ไขมันทรานส์ยังเกิดขึ้นตามธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ผลิตภัณฑ์นม ไขมันทรานส์เหล่านี้จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวและลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะต้องไม่รับประทานไขมันอิ่มตัวเลย และเป็นไม่ได้ที่จะแนะนำให้คนไข้โรคมะเร็งควบคุมการรับประทานอย่างเข้มงวดมาก ๆ วิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้สามารถรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวได้ก็คือ การเลือกใช้ไขมันหรือน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทนน้ำมันปกติที่เคยใช้
ตัวอย่างเช่น หากปกติแล้วคุณใช้มายองเนสเป็นน้ำสลัด ให้ใช้น้ำมันมะกอก ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ทำจากปาล์ม และมัสตาร์ดที่ใส่สมุนไพรต่าง ๆ แทนจะดีมาก หรือหากเคยทอดปลาโดยใช้น้ำมันมะพร้าวก็ให้เปลี่ยนมาทอดด้วยน้ำมันคาโนลาแทน เป็นต้น

สรุปเรื่องอาหารคีโตจีนิก

หากคุณจะเริ่มรับประทานอาหารคีโตจีนิก ให้วางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการจัดทำแผนการรับประทานอาหาร สิ่งที่คุณจะเลือกรับประทานจะขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสรวดเร็วเพียงใด หากคุณจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้น้อยมาก (น้อยกว่า 15 กรัมต่อวัน) คุณก็จะเข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้เร็วขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตประมาณ 20-30 กรัมสุทธิต่อวัน และถ้าคุณรักษาระดับน้ำตาลกลูโคสให้ต่ำได้มากเท่าไร ผลที่ได้ก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

*ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตประมาณ 20-60 กรัมต่อวัน

*ควรรับประทานอาหารในแต่ละวันโดยไม่จำกัดแคลอรี่ โดยจัดให้มีแคลอรี่จากไขมัน

ประมาณร้อยละ 70-75 โปรตีนร้อยละ 20-25 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 5-10
หลักสำคัญในการวางแผนจัดอาหารแบบคีโตจีนิกคือ ให้จำไว้ว่าเป็นการรับประทานอาหารไขมันสูงแทนคาร์โบไฮเดรต และรับประทานโปรตีนในปริมาณปานกลาง

วิธีการที่ช่วยสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลดี

จากการศึกษาพบว่า อาหารคีโตจีนิกให้ผลดีมากในการต้านมะเร็ง เมื่อใช้ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในด้านสุขอนามัย การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ จึงนับเป็นการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายด้วยวิธีธรรมชาติ มีหลักฐานแสดงว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ควรมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นการรักษาโดยไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย หรือการรักษาเพื่อใช้เสริมกับการรักษาแบบดั้งเดิมสำหรับคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย

เราขอเชิญชวนให้คุณรับชมวิดีโอของนายแพทย์กานซ์ เรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งวิทยาเชิงสนับสนุน” ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการของการรักษาโรคมะเร็งเชิงสนับสนุน

 

Verita Life’s ketogenic plan is a healthy, gourmet-standard, clinical diet plan that ensures patients are put in a state of ‘ketosis’. For more information on our personalized nutritional plan, send us an inquiry here.