การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกอาจให้ผลข้างเคียงเกี่ยวกับความเป็นพิษอยู่ 2 ประการ คือ การได้รับสารพิษจากยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน และการดื้อยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยบางราย แต่การรักษาวิธีนี้ก็แตกต่างจากการใช้ยาเคมีบำบัดแบบแพทย์แผนปัจจุบันทั้งในแง่ปริมาณยาที่ใช้และความถี่ในการรักษา ปกติแล้วการให้ยาเคมีบำบัดแบบแพทย์แผนปัจจุบันจะต้องให้ยาในปริมาณสูง แต่การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกจะใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณน้อย แต่ต่อเนื่อง และมีการหยุดเว้นระยะการรักษาอยู่เป็นระยะ ๆ โดยมุ่งทำลายเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดที่ส่งอาหารไปเลี้ยงเซลล์เนื้องอก การรักษาวิธีนี้ช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดใหม่ส่งอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง (ทำให้เซลล์มะเร็งขาดอาหาร) การรักษาวิธีนี้อาจเป็นมิติใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งและอาจช่วยให้การรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

การรักษาโรคมะเร็งศีรษะและลำคอด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิก

การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกอาจช่วยพลิกโฉมวิธีการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการรักษาโรคมะเร็งศีรษะและคอ ซึ่งเน้นการรักษาหู จมูก และลำคอ

อาการบวมหรือปวดที่ไม่หายภายใน 4 สัปดาห์มักเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ หากมีก้อนที่คอ จมูก หรือในลำคออาจเป็นอาการแสดงของโรคนี้ ปื้นสีแดงหรือสีขาวในช่องปาก อาการปากมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ (แม้จะทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกสุขอนามัยแล้วก็ตาม) อาการคัดจมูก ปวดขากรรไกรและหู หายใจไม่สะดวก อาการชา หรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับส่วนต่าง ๆ หรือเนื้อเยื่อของศีรษะและคอ อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งชนิดนี้ได้เช่นกัน

หากน้ำมูกมีลักษณะผิดปกติ มีเลือดออกทางจมูกบ่อย ๆ น้ำลายและเสมหะมีเลือดปน อาการเคี้ยวและกลืนอาหารลำบาก (หรือความผิดปกติใด ๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวขากรรไกรและลิ้น และช่องฟันห่างขึ้น) อาจเป็นอาการเกี่ยวกับโรคมะเร็งศีรษะและคอ นอกจากนี้อาการเจ็บคอเรื้อรังซึ่งอาจทำให้กลืนอาหารลำบาก เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป ปวดศีรษะ ปวดหู (อาจมีหรือไม่มีปัญหาการได้ยินก็ได้) ไอเรื้อรัง และมีภาวะน้ำหนักตัวลดโดยไม่มีสาเหตุ ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคนี้ได้เช่นกัน ส่วนอาการอ่อนเพลียเป็นอาการของโรคมะเร็งทุกชนิดรวมทั้งโรคมะเร็งศีรษะและคอด้วย

สัญญาณเตือนและอาการของโรคมะเร็งศีรษะและคอได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วข้างต้น เนื่องจากโรคมะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ จึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและชัดเจน คุณจึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักสัญญาณเตือนของโรค เพราะครอบครัวจะเป็นคนกลุ่มแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

แม้การรักษาโรคมะเร็งแบบการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งใช้การใช้ยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการผ่าตัด จะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แต่อัตราการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งชนิดนี้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณสูง (โดยให้ยาเป็นรอบ และมีการหยุดพักยาเป็นระยะ ๆ) ก็ไม่ได้ทำให้สถิติผู้รอดชีวิตเพิ่มขึ้นเลยเช่นกัน ในขณะที่การรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกช่วยให้ผู้ป่วยโรคนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากความเป็นพิษของยาเคมีบำบัดที่ใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาวิธีนี้ยังอาจเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์สแควมัสซึ่งมีมากกว่า 60,000 คนในแต่ละปี

อาวุธใหม่สำหรับต่อสู้กับโรคมะเร็งตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อนเป็นโรคร้ายแรงที่มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก แม้ในรายที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทำให้โรคนี้จัดเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดโรคหนึ่งสำหรับมนุษย์ โรคมะเร็งชนิดนี้มักตรวจไม่พบในระยะเริ่มต้น และสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก ทำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนมักมีชีวิตต่อไปได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น โรคนี้จะมีสัญญาณเตือนและอาการแสดงก็ต่อเมื่อโรคพัฒนาไปถึงระยะก้าวหน้าแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่ทำให้การใช้ชีวิตไม่สะดวกสบาย (เช่น มีอาการปวดท้องส่วนบนที่ปวดร้าวไปจนถึงหลัง เบื่ออาหาร ซึมเศร้า มีภาวะน้ำหนักตัวลด ภาวะเลือดคั่ง และดีซ่าน) และทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก แต่โรคนี้ก็มีหนทางรักษาใหม่ที่ได้ผลดีเยี่ยม ดังตัวอย่างของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย และได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิก (โดยใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน) ผู้ป่วยรายนี้สามารถมีชีวิตยืนยาวกว่า 6 เดือนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยโรคนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปีนับจากวันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยรายนี้ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ และเข้าร่วมในรายงานแข่งจักรยานมาราธอน โดยสามารถขี่จักรยานได้ไกลถึง 281.6 กิโลเมตร

การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกทำให้เซลล์มะเร็งรังไข่ขาดอาหาร

โรคมะเร็งรังไข่เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ในผู้หญิงทั่วโลก กองทุนการวิจัยโรคมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund International) รายงานว่า เมื่อปี 2012 เพียงปีเดียวมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่รายใหม่ถึง 239,000 คน โรคมะเร็งชนิดนี้ไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก ดังนั้นกว่าผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ก็มักเป็นระยะที่โรคพัฒนาไปมากแล้ว ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาเรื่องประสิทธิผลของการรักษาโรคมะเร็งรังไข่โดยการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิก ซึ่งการรักษาโรคนี้โดยใช้ยาเคมีบำบัดแบบการแพทย์แผนปัจจุบันจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง อาการชา คลื่นไส้ อาการเป็นเหน็บที่นิ้วมือและนิ้วเท้า และผมร่วง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในหนูโดยใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดปริมาณมากต่ำแบบเมโทรโนมิกควบคู่ไปกับการใช้ยาเคมีบำบัดทั่วไป ปรากฏว่าการรักษาวิธีนี้ช่วยลดจำนวนเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งรังไข่ได้อย่างมีประสิทธิผล จึงทำให้เซลล์มะเร็งตายลงด้วยวิธีการแบบธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันกำลังมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

มีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกแล้ว

สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการแบบองค์รวม (ซึ่งนำการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำมากแบบเมโทรโนมิกมาใช้เป็นวิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง) เป็นการรักษาที่มีมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเป็นวิธีการใช้ยาเคมีบำบัดในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและร่างกายผู้ป่วยสามารถทนทานได้ง่าย เมื่อนำมาใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ก็ให้ผลการรักษาดีเยี่ยม จึงสามารถใช้เป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการแบบองค์รวมได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ได้ผลดีกับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะก้าวหน้า การใช้ยาเคมีบำบัดในปริมาณที่ร่างกายสามารถทนทานได้ง่าย (ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการรักษาวิธีนี้) ช่วยลดความเป็นพิษได้มาก และเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี จึงทำให้การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นทางเลือกในการรักษาที่น่าสนใจกว่าการใช้ยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ยาในปริมาณมาก

Verita Life - Contact a Specialist banner

Source: National Center for Biotechnology Information