การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ (Insulin Potentiated Therapy หรือ IPT) เป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบการแพทย์ทางเลือกด้วยการใช้อินซูลินควบคู่ไปกับการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำ บางครั้งอาจเรียกวิธีการนี้ว่า การใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำ (low-dose chemotherapy) วิธีการนี้ปลอดภัยกว่าและรุนแรงน้อยกว่าสำหรับการรักษาโรคมะเร็งชนิดร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอดและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตลอดจนโรคจากความเสื่อมเรื้อรังชนิดอื่น ๆ

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำเป็นการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงร้อยละ 10-25 ของปริมาณปกติเพื่อรักษาโรคมะเร็ง จึงแทบไม่ทำเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ที่อาจเกิดจากการใช้ยาเคมีบำบัดตามแบบแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น ตับถูกทำลาย มีอาการคลื่นไส้ ผมร่วง และท้องผูก เป็นต้น

ต้นกำเนิดของการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำคิดค้นขึ้นโดยชาวเม็กซิโกชื่อ โดเนโต เปเรซ การ์เซีย เพื่อรักษาโรคซิฟิลิสเมื่อปี 1932 ต่อมาวิธีการนี้ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยลูกชายและหลายชายของการ์เซีย ซึ่งนำวิธีการนี้ไปจดสิทธิบัตร และเมื่อปี 1940 มีรายงานว่าวิธีการนี้ใช้รักษาโรคซิฟิลิสระบบประสาทได้ผลดีถึงร้อยละ 100 การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำเป็นวิธีการที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใด ๆ และมีค่าใช้จ่ายไม่แพง ตราบจนถึงปัจจุบันวิธีการนี้ก็ยังประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการอื่น ๆ

วิธีการนี้นำมาใช้รักษาโรคมะเร็งเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1945

คำว่า “”ใช้ร่วมกับ”” หมายถึงว่า สารชนิดหนึ่ง (ซึ่งได้แก่อินซิลิน) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารอีกชนิดหนึ่ง (ซึ่งได้แก่ยาเคมีบำบัด)

การรักษาวิธีนี้ทำได้โดยฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วยเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เซลล์เม็ดเลือดอื่น ๆ เปลี่ยนจากการเผาผลาญน้ำตาลมาเป็นการเผาผลาญไขมันแทน แต่เซลล์มะเร็งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยกระบวนการเผาผลาญน้ำตาล เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงเซลล์มะเร็งก็จะเข้าสู่ “”ภาวะขาดอาหาร”” ทำให้เซลล์มะเร็งก็จะปรับตัวด้วยการเปิดรับสารอาหารเพื่อรับน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เซลล์มะเร็งจึงอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายได้ง่าย

จากนั้นแพทย์จะฉีดยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำและน้ำที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เซลล์มะเร็งซึ่งเตรียมรับสารอาหารอย่างเต็มที่ก็จะรับยาเคมีบำบัดเข้าไปในระหว่างที่เซลล์รับน้ำตาลจากกระแสเลือด

ยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาวิธีนี้มีปริมาณน้อยกว่าปกติมาก เนื่องจากอินซูลินสามารถเจาะจงเฉพาะเซลล์มะเร็งได้ ทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดจากยาเคมีบำบัดน้อยกว่าปกติมาก และทำให้ยาเคมีบำบัดให้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้นมากด้วย

น้ำตาลและอินซูลินช่วยกันทำงานอย่างไร

น้ำตาลเป็นอาหารของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งเซลล์มะเร็งด้วย เราจึงนำความรู้นี้มาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

อินซูลินทำหน้าที่ขนส่งน้ำตาลกลูโคสผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แล้วเข้าไปสู่เซลล์ เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะปล่อยอินซูลินออกมาในกระแสเลือด อินซูลินจะเกาะอยู่กับตัวรับสัญญาณอินซูลินที่เซลล์ ซึ่งเยื่อหุ้มเซลล์จะเปิดรับสารอาหาร (น้ำตาลกลูโคส) เข้าสู่เซลล์

เซลล์มะเร็งมีตัวรับสัญญาณอินซูลินบนพื้นผิวของเซลล์มากกว่าเซลล์ปกติถึง 20 เท่า จึงทำให้เซลล์มะเร็งสามารถรับน้ำตาลได้มากกว่าเซลล์ปกติ การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำเป็นการรักษามะเร็งโดยใช้ความรู้ที่ว่าเซลล์มะเร็งต้องการน้ำตาลมากกว่าเซลล์ปกติ เช่น ในการตรวจวินิจฉัยทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (PET scans) เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง จะใช้สารกัมมันตรังสีผสมกับน้ำที่ใส่น้ำตาล เซลล์มะเร็งจะกินน้ำตาลและสารกัมมันตรังสีจำนวนมากเข้าไป แล้วเปล่งรังสีออกมาทำให้สามารถถ่ายภาพเรืองแสงของเซลล์ได้

การรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำก็ใช้หลักการเดียวกัน เพียงแต่ใช้ยาเคมีบำบัดแทนสารกัมมันตรังสีนั่นเอง

อินซูลินไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ขนส่งน้ำตาลกลูโคสไปยังเซลล์เนื้องอก แต่ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งดังนี้

  • อินซูลินช่วยให้เซลล์เนื้องอกเกิดการเผาผลาญระหว่างเซลล์เพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์ที่อยู่ในระยะสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (ระยะเอส) มีจำนวนเพิ่มขึ้น เซลล์ในระยะดังกล่าวนี้จะไวต่อยาเคมีบำบัดบางชนิดมาก
  • อินซูลินช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติในการซึมผ่านได้มากขึ้น จึงทำให้เซลล์สามารถรับยาต้านเนื้องอกในปริมาณมากขึ้นด้วย
  • ตัวรับอินซูลินจำนวนมากบนเซลล์เนื้องอกทำให้เกิดการทำงานตามกลไกข้างต้นเป็นจำนวนมาก

กรณีศึกษาเกี่ยวกับการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ

ในการทดลองทางคลินิกโดยนายแพทย์คริสโต แดมยานอฟ ศูนย์การแพทย์สนับสนุน ทีมงานวิจัยได้ศึกษาความก้าวหน้าของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายในผู้ป่วยจำนวน 16 คนที่ได้รับการผ่าตัดลูกอัณฑะออกทั้งสองข้าง และให้ยายับยั้งฮอร์โมนเพศชาย แต่อาการของโรคก็ยังรุนแรง ระหว่างการรักษาไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ และหลังการรักษาพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองร้อยละ 67 มีการตอบสนองต่อการรักษาทั้งหมด ตอบสนองบางส่วน และตอบสนองแบบคงที่ และมีผู้เข้าร่วมการทดลองร้อยละ 33 ที่พบว่าโรคอยู่ในระยะแพร่กระจาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โรคเนื้องอกต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายได้ลุกลามไปมาก แม้จะใช้วิธียับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชาย แต่การรักษาก็ไม่ค่อยมีประสิทธิผล โรคระยะก้าวหน้านี้เรียกว่า โรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน (CRPC)

ผู้ป่วยจะต้องให้ข้อมูลจากการตรวจพบ (objective data) และข้อมูลจากการซักถาม (subjective data) เกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรคหลังการผ่าตัด การให้ยายับยั้งฮอร์โมนแอนโดรเจน และอาการจากการขาดฮอร์โมนแอนโดรเจน ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินก่อนเข้ารับการรักษาโดยการถ่ายภาพกระดูก (bone scans) การตรวจร่างกาย การซักประวัติการเจ็บป่วย การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) การประเมินสภาวะผู้ป่วย (KPS) แบบสอบถามแบบเบเร็ตต้า (Beretta) การตรวจปัสสาวะ และการถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest radiographs) เป็นต้น

ระหว่างทำการทดลอง ผู้ป่วยจำนวน 8 คนได้รับการฉีดอินซูลินควบคู่ไปกับการใช้ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ เอพิรูบิซิน และวินบลาสไทน์ ส่วนอีก 8 คนที่เหลือได้รับอินซูลินควบคู่ไปกับยาด็อคเซทาเซิล โดยให้ยาทุก 5 วัน รวม 6 ครั้ง จากนั้นเว้นระยะให้ห่างขึ้นโดยให้ยาทุก 10 วัน ทุก 2 สัปดาห์ ทุก 3 สัปดาห์ และเว้นระยะมากกว่า 3 สัปดาห์ รวม 4 ครั้ง โดยรวมแล้วได้ใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำทั้งหมดไม่เกิน 24 ครั้ง

ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลจากการรักษาโดยใช้ระดับ PSA และการถ่ายภาพกระดูกเป็นตัวชี้วัด พบว่าผู้เข้ารับการทดลองที่มีการตอบสนองต่อการรักษาทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 33 ตอบสนองต่อการรักษาบางส่วนคิดเป็นร้อยละ 11 ตอบสนองแบบคงที่ คิดเป็นร้อยละ 22 และโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม คิดเป็นร้อยละ 33

ส่วนการประเมินคุณภาพชีวิตใช้แบบสอบถามของเบเร็ตต้า พบว่าผู้ป่วย 10 คนมีดัชนีอาการของโรคลดลงกว่าร้อยละ 50 นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแม้ในรายที่ระดับ PSA ไม่ดีนักก็ตาม

ผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการรักษาทั้งหมดมีระยะที่โรคสงบเฉลี่ย 17 เดือน และมีการติดตามค่าความเป็นพิษโดยใช้หลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก

ระหว่างการรักษาไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่มีนัยสำคัญ และไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นเลย ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุด ได้แก่ อาการอ่อนเพลียเล็กน้อย และรู้สึกง่วงนอนในวันที่รับการรักษา ผู้ป่วยบางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยที่มีระดับฮีโมโกลบินต่ำจำเป็นต้องรับการถ่ายเลือดก่อนและหลังการรักษา

แดมยานอฟกล่าวว่า การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำนับเป็นการรักษาที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความเป็นพิษจากการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณสูงสุด

กลไกการทำงานของการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ

ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำจะต้องอดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ ทีมแพทย์จะติดตามระดับน้ำตาลกลูโคสซึ่งจะลดลงจากระดับปกติคือ 80-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เหลือประมาณ 40-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที ดังนั้นคนไข้จึงต้องรู้สึกสบาย

ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่ามีอาการจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น มีเหงื่อออกเล็กน้อย กระหายน้ำ หิว ง่วงนอน และอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น

เมื่อถึงจุดนี้ เซลล์จะอยู่ในสภาวะที่สารต่าง ๆ ซึมผ่านได้อย่างเต็มที่ ยาเคมีบำบัดจะถูกฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดำ

จากนั้นเมื่อฉีดยาเคมีบำบัดเสร็จแล้ว จะต่อด้วยการฉีดน้ำตาลกลูโคสเข้มข้นปริมาณมากเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องดื่มน้ำหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงด้วยเพื่อให้หายจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการต่าง ๆ ก็จะหายไปอย่างรวดเร็วและระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับสู่ภาวะปกติ

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำมักใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง

ในช่วงแรกของการรักษา แพทย์อาจนัดให้ผู้ป่วยมารับการรักษา 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ความถี่ในการรักษาอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ โดยจะพิจารณาจากความรุนแรงของโรคมะเร็ง และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วย การรักษาอาจเว้นระยะเหลือเดือนละครั้ง แล้วลดลงจนเหลือเพียง 3 เดือนต่อครั้ง ตารางการรักษานี้สามารถยืดหยุ่นได้ และเป็นเพียงแนวทางซึ่งจะมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบการแพทย์สนับสนุนที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำได้ เช่น การใช้ยาสมุนไพร การหยุดการสร้างพลังงานในเซลล์มะเร็ง การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ โปรแกรมอาหารต้านมะเร็งเฉพาะบุคคล หรือการนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก เป็นต้น การรักษาเหล่านี้จะช่วยล้างพิษ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

ประโยชน์ของการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำ

การรักษาวิธีนี้ใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำเพียงประมาณร้อยละ 10-20 ของปริมาณปกติเท่านั้น

ยาเคมีบำบัดจะถูกเซลล์มะเร็งดูดซึมโดยตรง ทำให้ระดับความเป็นพิษลดลงเมื่อยาส่วนที่เหลือถูกดูดซึมโดยเซลล์ปกติ ผู้ป่วยจึงได้รับผลข้างเคียงน้อยกว่าปกติมาก ในขณะที่แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณมาก เพื่อให้เซลล์ดูดซึมยาได้มากเพียงพอที่ยาจะทำงานได้ ยาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมก็จะทำลายเซลล์ปกติอย่างรุนแรง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยถูกทำลายมากที่สุด

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำช่วยสามารถขนส่งยาผ่านแนวกั้นระหว่างเลือดและสมอง (blood-brain barrier) ซึ่งจะจำกัดการไหลของยาระหว่างเลือดกับของเหลวที่อยู่นอกเซลล์ในระบบประสาทส่วนกลาง แนวกั้นนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ยาเคมีบำบัดไม่สามารถผ่านเข้าสู่เนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลางได้

การรักษาด้วยวิธีนี้จะเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีในเลือดของผู้ป่วยให้สมดุลขึ้นในระยะยาว หลังจากที่ได้ศึกษาว่าการรักษานี้มีผลต่อองค์ประกอบทางเคมีของเลือดอย่างไรบ้าง ด็อกเตอร์เปเรซ การ์เซียก็สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลักษณะทางชีวภาพของร่างกายช่วยให้สภาพร่างกายไม่เหมาะสมต่อการเกิดโรค ผลที่เกิดขึ้นนี้อาจคงอยู่ยาวนานหลังจากที่การรักษาเสร็จสิ้นลงแล้ว

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำยังช่วยในการล้างพิษ เมื่อเซลล์อยู่ในสภาวะที่สารต่าง ๆ ผ่านเข้าออกได้อย่างเต็มที่ ก็จะทำให้สารพิษต่าง ๆ ผ่านออกจากเซลล์เข้าสู่กระแสเลือดและถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ง่าย

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ

การรักษานี้เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงเฉียบพลัน

ส่วนการใช้ยาเคมีบำบัดปริมาณต่ำกว่าปกติก็อาจทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในปริมาณปกติไม่ได้ผลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำก็ให้ประโยชน์มากมายเกินกว่าผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

ลักษณะที่สำคัญของการรักษาวิธีนี้ก็คือ เป็นการรักษาที่ไม่ได้ใช้วิธีการเหมือนกันหมดสำหรับผู้ป่วยทุกคนอย่างการรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละคน และการตอบสนองต่อยาชนิดต่าง ๆ ของผู้ป่วยก่อนที่จะออกแบบวิธีการรักษา การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำสามารถรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด อย่างไรก็ตามการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็แตกต่างจากการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่

ในขั้นแรก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเจาะตรวจเลือดของผู้ป่วย เพื่อทดสอบความไวต่อยาเคมีบำบัด สารธรรมชาติบำบัดตามแนวการแพทย์สนับสนุน และสารธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเลือกยาและการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนก่อนที่จะเริ่มการรักษาจริง

การรักษาวิธีนี้เป็นแนวการแพทย์แบบองค์รวม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ทราบดีว่า เมื่อผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งจะถือเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเยียวยาที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกำจัดมะเร็งให้หมดสิ้นและป้องกันไม่ให้มะเร็งกลับมาอีก

ผู้ป่วยจะต้องผ่านกระบวนการเยียวยาแบบครบวงจร โดยปฏิบัติตามโปรแกรมการรักษาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะกลับมาทำงานได้ตามปกติ การรักษาตามแนวการแพทย์สนับสนุนช่วยให้สภาวะในร่างกายไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของมะเร็ง และยังช่วยฟื้นฟูความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคมะเร็งด้วยตัวเองอีกด้วย

การรักษาตามแนวการแพทย์สนับสนุนเป็นการรักษาที่ร่างกายสามารถทนทานได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การรักษาโดยใช้ยาสมุนไพร การหยุดการสร้างพลังงานในเซลล์มะเร็ง การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ โปรแกรมอาหารต้านมะเร็งเฉพาะบุคคล หรือการนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก เป็นต้น เมื่อรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำ จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำนับเป็นความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการที่ดีต่อสุขภาพ จึงมีการนำวิธีการนี้ไปใช้รักษาโรคข้ออักเสบ โรคติดเชื้อ โรคทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคทางประสาทวิทยา โดยปรับวิธีการใช้ยามาตรฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็จะช่วยให้ยาได้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้นมหาศาลในการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้คนนับล้านทั่วโลก

ผู้ที่สนับสนุนการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำเชื่อมั่นว่ากระบวนการใช้ยาเคมีบำบัดที่ไม่ยับยั้งหรือทำงานระบบภูมิคุ้มกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรทำต่อไป ลัการโจมตีเซลล์มะเร็งโดยใช้หลายวิธีการร่วมกันทำให้มีโอกาสรักษาโรคมะเร็งให้หายได้มากกว่าการใช้เพียงวิธีการเดียว

แดมยานอฟกล่าวกว่า “การรักษาวิธีนี้ให้ประโยชน์และประสิทธิผลที่แน่ชัดอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

Verita Life - Contact a Specialist banner

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อินซูลินร่วมกับยาเคมีบำบัดแบบผลข้างเคียงต่ำและการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการอื่น ๆ โปรดติดต่อเรา เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ของเราจะติดต่อคุณโดยเร็วที่สุด